Home   Webboard   About Us  

Bangkhae Radio
 
About us

วัตถุประสงค์ของโครงการวิทยุเสียงที่เป็นมิตรสำหรับเยาวชน ก็คือต้องการเปิดพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ต่างๆ ในการทำงานประเด็นเยาวชน และผู้หญิง โดยเฉพาะความคิดเชิงบวกที่มีต่อทัศนคติที่หลากหลาย การเคารพความคิดเห็นของกันและกัน เป็นแนวความคิดที่สำคัญของโครงการ

โครงการวิทยุเสียงที่เป็นมิตรสำหรับเยาวชนนี้ เป็นโครงการนำร่องในการทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะเพื่อนำเสนอความคิดเชิงบวกของเยาวชน และผู้หญิง ซึ่งเสมือนเป็นการสร้างแหล่งการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ และพยายามส่งสารไปสู่สาธารณะว่า “เยาวชนไม่ใช่ตัวปัญหา แต่เป็นคนร่วมกันช่วยแก้ไขปัญหาต่างหาก”  จุดเริ่มต้นจากข้อสังเกตที่ว่า “เด็กและเยาวชน” มักจะถูกตั้งคำถามถึงค่านิยม และทัศนคติทางเพศที่ผิดๆ และถูกสังคม (ผู้ใหญ่บางคน) มองว่าเป็นตัวปัญหา มีพฤติกรรมที่ส่ำส่อน เปลี่ยนคู่นอนบ่อย[1] และมองแบบเหมารวมว่า เยาวชนทุกคนเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งมาจากพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมของตัวเยาวชนเองนั่นเอง

                ซึ่งจากทัศนคติเบื้องต้นที่กล่าวมานี้ เรามองเห็นถึงการตีตราต่อตัวเยาวชน และการพยายามชี้ให้เห็นว่า “เยาวชนคือตัวปัญหา และจะต้องรีบหาหนทางแก้ไขโดยด่วน” ทำให้เกิดความพยายามแก้ไขปัญหา โดยการมองปัญหาเหล่านี้ว่า มาจากการเรียนรู้เรื่องเพศของเด็กและเยาวชน จึงได้นำกรอบความคิดซึ่งจำกัดกรอบการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ที่กล่าวอ้างถึงขนบธรรมเนียมที่ดีงามในสังคมไทย โดยอ้างว่าเคยประสบความสำเร็จในการสร้างพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยให้แก่เด็ก และเยาวชนไทยมาแล้วที่ผ่านมา หรือก็คือ “การยับยั้งการมีเพศสัมพันธ์ของเด็กและเยาวชน” นั่นเอง[2]

                จากฐานคิดเช่นนี้จึงเกิดความคิดในการจำกัดพื้นที่ทางความคิดในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการเปิดกว้างของข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความขัดแย้ง และความสับสนของผู้รับสาร ซึ่งก็คือ ตัวเด็กและเยาวชนที่อยู่ในช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ อยากรู้อยากลอง ซึ่งนำไปสู่การอยู่นอกกรอบทางความคิดของผู้ใหญ่ ทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นถูกขนานนามว่า ดื้อ เกเร ใจแตก ไปจนถึงคำว่า ส่ำส่อน และตอกย้ำกับทัศนคติว่า “เขาเหล่านี้ คือตัวปัญหาของสังคม และจะต้องทำการกักกันคนเหล่านี้ให้ออกจากสังคมที่มีความเจริญทางวัฒนธรรม หรือสร้างพื้นที่พิเศษให้กับคนเหล่านี้” เพื่อการปรับเปลี่ยนให้มีพฤติกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุม หรือสามารถควบคุมได้ 

                ขณะเดียวกันบรรยากาศทางความคิดก็ค่อยๆ เปิดกว้างอย่างเสรี และจิตสำนึกทางสังคม คนไทยทุกหมู่เหล่าเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า สิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาชาวบ้าน เอกลักษณ์ท้องถิ่น การพัฒนาแบบยั่งยืน ความคิดสร้างสรรค์ ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่างทุกรูปแบบ ความหลากหลายเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น และกระแสการมีส่วนร่วมก็กำลังเป็นที่นิยมของกลุ่มคนที่มีความคิดก้าวหน้า และผู้นำทางความคิดของสังคม “กระแสเยาวชน” จึงเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่นับว่ามาแรงในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการพูดถึงเยาวชนในแง่มุมต่างๆ ซึ่งกระแสที่ว่านี้แสดงออกในรูปของการโปรโมต “ศักยภาพของเยาวชน” อย่างขนานใหญ่ในแทบจะทุกพื้นที่ของสื่อสารมวลชนเพื่อยืนยันต่อสังคมว่า บัดนี้เยาวชนมีความสามารถทัดเทียมกับผู้ใหญ่ ผู้คนเริ่มชินตากับภาพเยาวชนที่มีความสามารถทั้งด้านสังคม การเมือง ธุรกิจ รวมทั้งภาคประชาสังคม การพัฒนาชุมชน สังคม และอีกมากมายหลากหลายความสามารถในด้านที่ผู้ใหญ่เคยผูกขาดเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม กระแส “ศักยภาพของเยาวชน” ก็ยังคงเป็นประเด็นที่น่าตั้งคำถามเกี่ยวกับการตอกย้ำทัศนคติ และความคาดหวังต่อเยาวชนที่ดีในมุมมองของผู้ใหญ่อยู่หรือเปล่า ศักยภาพของเยาวชนเป็นภาพตัวแทนที่ผู้ใหญ่ต้องการนำเสนอต้นแบบของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในโอวาท (ควบคุมได้) ที่แท้จริงแล้วต่างเป็นภาพที่ถูกประกอบสร้างด้วยการหยิบเลือกเอาคุณลักษณะต่างๆ ทางสังคมมาประสมกันเข้าด้วยกัน เพื่อนำเสนอความหมายและคุณค่าบางอย่างของเด็กและเยาวชนสู่การรับรู้ของสาธารณะ ซึ่งเป็นการเลือกนำเสนอ  และเลือกปฏิบัติตามเด็กและเยาวชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สังคม (ผู้ใหญ่) ยอมรับ และตัดสิน หรือก็คือ “แนวความคิดที่มีผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลาง” ซึ่งนำไปสู่แนวความคิด “ผู้ใหญ่ในร่างเด็ก” นั่นเอง

                ดังนั้นสถานการณ์อันดูเหมือนขัดแย้งกันระหว่างแนวความคิดที่ว่า เยาวชนเป็น “ตัวปัญหา” กับ เยาวชนมี “ศักยภาพ” จึงเป็นสัญญาณของการบ่งบอกการพัฒนาเพื่อการปรับตัวของสังคมไทย ที่มีกลยุทธ์ในการรับมือกับกระแสความคิดที่ขัดแย้งกับความคิดกระแสหลักของสังคมไทย ด้วยวิธีการดูดกลืน นั่นก็คือ “แทนที่จะพยายามขจัดปัจจัยเหล่านั้นทิ้งไป ก็ดึงมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ โดยเลือกเอาด้านที่พอจะเข้ากันได้มาขับเน้น พร้อมกับกลบเกลื่อนบดบังด้านที่เป็นพิษเป็นภัยเสีย[3]” 

                ดังนั้นคำว่า “ศักยภาพของเยาวชน” ที่สังคม (ผู้ใหญ่) ต้องการ แตกต่างกับ “ศักยภาพของเยาวชน” ที่เด็กและเยาวชนเป็นตัวของตัวเองหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะต่อประเด็นเรื่องชีวิตทางเพศของเยาวชนที่ตกเป็นจำเลยต่อการเป็นตัวปัญหาของสังคมปัจจุบันเสมอมา และทัศนคติของเยาวชนในเรื่องวิถีชีวิตทางเพศที่ปลอดภัยและมีความสุขเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สังคมตั้งคำถามกับเยาวชนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม

การมองภาพขององค์รวมที่มีความแตกต่าง และมีความต่อเนื่องที่ไม่สิ้นสุดของชีวิตทางเพศของเยาวชน ทำให้ประเด็นที่ศึกษามีความหลากหลาย และไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือข้อมูลด้านใดด้านหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญของการเข้าใจประเด็นเหล่านี้ก็คือ “การมองภาพความหลากหลายของวิถีชีวิตของเยาวชน ที่มาจากการเคารพทุกความคิดความเห็น และความรู้สึก” การเสริมสร้างทัศนคติที่ดี และสามารถเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตทั่วไปของเยาวชนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกส่วนคิดกับประเด็นอื่นๆ ได้ ดังนั้นเราจึงมีเห็นว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพของตัวเอง และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตอย่างยิ่ง การมองชีวิตทางเพศเป็นภาพวิถีชีวิตร่วมกันของคนๆ หนึ่ง ที่มีความรู้สึก มีจิตใจ และมีเหตุผลที่มีตัวตนของตัวเองเป็นศูนย์กลางนั้น ทำให้เรามองคน (เยาวชน) เป็นมนุษย์ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง และสามารถตัดสินเรื่องของตัวเองได้ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเอง

การมองเยาวชนด้วยแนวคิดเช่นนี้ทำให้การมองชีวิตคนๆ หนึ่งไม่สามารถมองแบบแยกส่วน หรือมองเพียงด้านเดียวเหมือนแต่ก่อนได้อีกต่อไป ชีวิตของคนๆ หนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยการโยงใยของสิ่งที่มีหลากหลาย รวมถึงชีวิตทางเพศที่มีความเกี่ยวข้องกับสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา เป็นต้น ดังนั้นหากจะมองถึงการตัดสินใจของเยาวชนในการกระทำสิ่งใด จึงเป็นสิ่งที่จะต้องมองอย่างรอบด้าน และเข้าใจสิ่งที่เยาวชนคนๆ นั้นเป็น หรือต้องการจะเป็น.


 

[1] อ้างถึงคำแถลงการณ์เปิดงานสัมมนาทางวิชาการเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 11 ณ อาคารอิมแพ็คคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เมืองทองธานี โดยนายแพทย์มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2550, อ้างถึงข้อมูลในรายงานวิจัย A2 ที่เรียบเรียงและจัดทำโดยองค์กรภาครัฐ

[2] คำประกาศตอนปิดงานประชุมระดับนานาชาติ เรื่องโรคเอดส์ครั้งที่ 16 ณ นครรัฐโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดย ทูตพิเศษของสหประชาชาติ ด้านเอดส์ในอาฟริกา Stephen Lewis (UN  Remarks by Stephen Lewis, UN Special Envoy for HIV/AIDS in Africa, to the Closing Session of the XVI International AIDS Conference, Toronto, Canada) ที่ว่า โครงการที่เน้นให้ละเว้นการมีเพศสัมพันธ์อย่างเดียวนั้นไม่ได้ผลเลย ความแข็งกร้าวของแนวทางนี้ถือได้ว่า ใช้ไม่ได้ผลเลยกับสถานการณ์ของมนุษย์เรา...... (Number 1: Abstinence-only programmes don't work. Ideological rigidity almost never works when applied to the human condition. Moreover, it's an antiquated throwback to the conditionality of yesteryear to tell any government how to allocate its money for prevention. That approach has a name: it's called neo-colonialism.)

[3] นพพร ประชากุล, คำนำเสนอ “ผู้หญิงกับสังคมในวรรณกรรมไทยยุคฟองสบู่”, สำนักพิมพ์มติชน, 2548